
ความเชื่อที่ว่าการนั่งทำงานหน้าจอคอมพิวเตอร์นาน ๆ แล้วมีอาการ ปวดคอ บ่า ไหล่ เป็นเพียงเรื่องปกติของวัยทำงานคือความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนและอาจนำไปสู่การปล่อยปละละเลยจนโครงสร้างร่างกายได้รับผลกระทบในระยะยาว
ในทางพยาธิสภาพทางการแพทย์ คำว่าออฟฟิศซินโดรม (Office Syndrome) ไม่ใช่ชื่อโรคอย่างเป็นทางการ แต่เป็นเพียงคำเรียกรวม ๆ ของกลุ่มอาการปวดที่เกิดจากพฤติกรรมการทำงาน ทว่ารอยโรคที่แท้จริงที่ซ่อนอยู่ใต้ผิวหนัง ซึ่งอธิบายว่าเหตุใดการนวดผ่อนคลายเท่าไหร่ก็อาจไม่สามารถบรรเทาอาการได้ทั้งหมด คือพยาธิสภาพที่เรียกว่า Myofascial Pain Syndrome (MPS) หรือกลุ่มอาการปวดกล้ามเนื้อและเยื่อพังผืด
หากต้องการหาคำตอบอย่างถ่องแท้ว่า ออฟฟิศซินโดรมเกิดจากอะไร เราต้องมองข้ามเรื่องความเมื่อยล้าผิวเผิน และเจาะลึกลงไปถึงระดับเซลล์และชีวกลศาสตร์ (Biomechanics) เมื่อกล้ามเนื้อถูกใช้งานในท่าเดิมซ้ำซาก (Static Loading) จะเกิดภาวะขาดเลือดและออกซิเจนชั่วคราว (Ischemia) พลังงานระดับเซลล์ (ATP) จะลดต่ำลงจนเส้นใยกล้ามเนื้อไม่สามารถคลายตัวได้ เกิดการหดเกร็งค้างและดึงรั้งเยื่อหุ้มกล้ามเนื้อ (Fascia) จนก่อตัวเป็นความตึงรั้งที่ฝังรากลึก
เช็กเกณฑ์ 5 Major และ 3 Minor ของพังผืดรัดตรึงกล้ามเนื้อ
เพื่อแยกแยะความเมื่อยล้าธรรมดาออกจากการบาดเจ็บเรื้อรังของเนื้อเยื่อ แนวทางเวชปฏิบัติทางการแพทย์ที่คิดค้นโดย Dr. Janet G. Travell และ Dr. David G. Simons ได้กำหนดเกณฑ์การวินิจฉัย (Diagnostic Criteria) โครงสร้างที่ได้รับผลกระทบจาก Myofascial Pain Syndrome ไว้อย่างชัดเจน โดยแบ่งเป็นเกณฑ์หลัก (Major) และ เกณฑ์รอง (Minor) ดังนี้
5 Major Criteria
- Regional Pain (ปวดเฉพาะจุดชัดเจน) ความเจ็บปวดไม่ได้กระจายไปทั่วร่างกายแบบอาการไข้หรืออ่อนเพลีย แต่จะกระจุกตัวและฝังลึกอยู่บริเวณใดบริเวณหนึ่งอย่างชัดเจน เช่น ฐานกะโหลก บ่า สะบัก หรือ ปวดหลัง ส่วนล่าง
- Referred Pain Pattern (อาการปวดร้าวแผ่ซ่าน) นี่คือจุดที่ทำให้หลายคนสับสนกับโรคกระดูกทับเส้นประสาท เมื่อกล้ามเนื้อมีจุดบาดเจ็บ สัญญาณประสาทส่วนกลางจะเกิดความสับสน (Central Sensitization) ทำให้ผู้ป่วยรู้สึกปวดร้าวลึก ๆ แผ่ไปตามบริเวณอื่น เช่น ปวดจากบ่าร้าวขึ้นขมับและกระบอกตา หรือปวดร้าวจากสะบักลงไปถึงข้อศอก โดยที่โครงสร้างเส้นประสาทไม่ได้ถูกกดทับจริง
- Palpable Taut Band (กล้ามเนื้อเกร็งแข็งเป็นลำ) เมื่อคลำลงไปบนกล้ามเนื้อที่มีปัญหา จะพบว่าเส้นใยกล้ามเนื้อสูญเสียความยืดหยุ่น หดตัวเกร็งค้างจนสัมผัสได้เป็นลำแข็งหรือเส้นตึง ๆ อย่างชัดเจน ซึ่งเกิดจากการที่หน่วยย่อยของกล้ามเนื้อหดตัวค้างไม่ยอมคลาย
- Exquisite Tenderness (จุดกดเจ็บ) บนลำกล้ามเนื้อที่แข็งเกร็ง (Taut Band) จะมีจุดศูนย์กลางของการอักเสบที่เรียกว่า Trigger Point ซ่อนอยู่ เมื่อใช้แรงกดลงไปเพียงเล็กน้อย จะกระตุ้นให้เกิดความรู้สึกเจ็บปวดที่มากกว่าการกดกล้ามเนื้อบริเวณรอบข้าง
- Restricted Range of Motion (ข้อจำกัดการเคลื่อนไหว) โครงสร้างที่ถูกพันธนาการด้วยพังผืด จะสูญเสียความยืดหยุ่น ทำให้องศาการเคลื่อนไหวของข้อต่อลดลง เช่น หันคอได้ไม่สุด เอี้ยวตัวลำบาก หรือรู้สึกขัดตึงเมื่อพยายามยืดเหยียด
3 Minor Criteria
- Reproduction of Clinical Pain เมื่อแพทย์หรือนัก กายภาพบำบัด กดลงบนจุด Trigger Point จะสามารถกระตุ้นหรือทำให้เกิดอาการปวดร้าวแบบเดียวกับที่ผู้ป่วยต้องเผชิญอยู่เป็นประจำในชีวิตประจำวันได้
- Local Twitch Response (LTR) เมื่อมีการคลึงขวางแนวกล้ามเนื้อ หรือใช้เข็มสะกิดที่จุด Trigger Point เส้นใยกล้ามเนื้อจะเกิดการกระตุกเฉพาะที่อย่างรวดเร็ว ซึ่งเป็นปฏิกิริยาสะท้อนกลับทางไขสันหลัง (Spinal Reflex) บ่งบอกถึงความไวของระบบประสาทบริเวณนั้น
- Pain Alleviation อาการปวดและร้าวจะทุเลาลงชั่วคราว เมื่อกล้ามเนื้อมัดนั้นได้รับการยืดคลายอย่างถูกหลักชีวกลศาสตร์ การประคบร้อน หรือการฉีดพ่นสเปรย์ความเย็นร่วมกับการยืด
Top 5 ท่าอันตราย ตัวการสร้าง Taut Band และ Trigger Point
รอยโรคระดับเซลล์ที่กล่าวมาทั้งหมดไม่ได้เกิดขึ้นเองโดยบังเอิญ แต่เกิดจากพฤติกรรมท่าทางที่ฝืนธรรมชาติ พฤติกรรมเหล่านี้คือต้นเหตุทางชีวกลศาสตร์ที่เร่งให้ร่างกายเกิดความเสื่อมสภาพอย่างต่อเนื่อง
ท่าที่ 1 ยื่นหน้าจ้องจอ (Forward Head Posture)
โดยธรรมชาติ ศีรษะของมนุษย์มีน้ำหนักเฉลี่ยประมาณ 5 กิโลกรัม เมื่อตั้งตรงอยู่บนแนวกระดูกสันหลัง แต่ทุก ๆ 1 นิ้วที่คอยื่นไปข้างหน้าเพื่อจ้องหน้าจอ น้ำหนักที่กล้ามเนื้อคอและบ่าต้องแบกรับจะเพิ่มขึ้นอีกเท่าตัว (ประมาณ 4.5 กิโลกรัม) การที่กล้ามเนื้อ Upper Trapezius และ Levator Scapulae ต้องเกร็งต้านแรงโน้มถ่วงแบบคงที่ (Isometric Contraction) ตลอดทั้งวัน ทำให้หลอดเลือดถูกบีบรัด เกิดภาวะขาดเลือด (Ischemia) จนก่อตัวเป็น Taut Band และอาจนำไปสู่อาการ ปวดไมเกรน หรือปวดร้าวขึ้นศีรษะ (Tension-type headache)
ท่าที่ 2 นั่งไหล่ห่อ พิมพ์งาน (Rounded Shoulders และ Upper Crossed Syndrome)
ท่าทางการนั่งงุ้มไหล่เข้าหากันเพื่อพิมพ์คีย์บอร์ด จะทำให้กลุ่มกล้ามเนื้อหน้าอก (Pectoralis Major และ Minor) หดสั้นและรั้งกระดูกหัวไหล่มาด้านหน้า ในขณะเดียวกัน กลุ่มกล้ามเนื้อพยุงสะบักด้านหลัง (Rhomboids และ Middle ถึง Lower Trapezius) จะถูกยืดค้างจนเกิดความอ่อนล้าและอ่อนแรง ความไม่สมดุลทางโครงสร้างนี้ (Upper Crossed Syndrome) ทำให้เกิดแรงเค้นมหาศาลบริเวณร่องสะบัก สร้างจุดกดเจ็บ (Trigger Point) ที่เมื่อกดแล้วจะเจ็บร้าวลึก ๆ หายใจเข้าลึก ๆ แล้วรู้สึกขัด
ท่าที่ 3 นั่งก้นเลื่อน ทิ้งน้ำหนักลงก้นกบ (Posterior Pelvic Tilt)
การนั่งเอนตัวกึ่งนอน หรือปล่อยให้ก้นเลื่อนไปข้างหน้า ทำให้กระดูกสันหลังส่วนเอวสูญเสียความโค้งตามธรรมชาติ (Loss of Lumbar Lordosis) ส่งผลให้แรงดันภายในหมอนรองกระดูกสันหลัง (Intradiscal Pressure) พุ่งสูงขึ้น กล้ามเนื้อหลังส่วนล่าง (Erector Spinae) และเส้นเอ็นรอบแนวกระดูกต้องรับภาระหนักในการพยุงโครงสร้างที่เสียสมดุล การยืดรั้งค้างไว้นาน ๆ ทำให้กล้ามเนื้อหลังเกิดความล้าสะสม หดรั้ง เกิดข้อจำกัดการเคลื่อนไหว ทำให้เวลานั่งนาน ๆ แล้วลุกขึ้นยืนจะรู้สึกปวดขัดหลัง หรือก้มตัวได้ไม่สุด
ท่าที่ 4 เกร็งแขนจับเมาส์ลอย ๆ (Unsupported Forearm)
การวางเมาส์หรือคีย์บอร์ดในระดับที่ไม่เหมาะสม ทำให้ท่อนแขนไม่มีที่รองรับ น้ำหนักของแขนทั้งท่อนจึงตกไปเป็นภาระของกล้ามเนื้อบ่าและหัวไหล่ที่ต้องออกแรงดึงรั้งไว้ตลอดเวลา การหดตัวของกล้ามเนื้ออย่างต่อเนื่องโดยไม่มีจังหวะพัก ทำให้หลอดเลือดฝอยถูกบีบปิด การไหลเวียนของเลือดลดประสิทธิภาพลง ของเสียจากกระบวนการเผาผลาญในระดับเซลล์ (เช่น กรดแลคติก) สะสมตัว กระตุ้นปลายประสาทรับความรู้สึกเจ็บปวดให้ส่งสัญญาณความปวดเฉพาะจุดที่กวนใจเรื้อรัง
ท่าที่ 5 นั่งแช่ท่าเดิมต่อเนื่องเกิน 2 ชั่วโมง (Prolonged Static Posture)
แม้คุณจะนั่งในท่าที่ถูกต้องตามหลักการยศาสตร์ (Ergonomics) อย่างเหมาะสม แต่การไม่ขยับตัวเปลี่ยนอิริยาบถเลย ย่อมนำมาซึ่งผลกระทบทางสรีรวิทยา กล้ามเนื้อของมนุษย์ต้องการการหดและคลายตัวสลับกันเพื่อทำหน้าที่เสมือนปั๊ม (Muscle Pump) สูบฉีดเลือด การอยู่นิ่ง ๆ ทำให้ระบบไหลเวียนเลือดส่วนปลายทำงานช้าลง กรดแลคติกและสารก่อการอักเสบเกิดการคั่งค้าง ร่างกายจะตอบสนองด้วยการสร้างเยื่อพังผืด (Fascia) ขึ้นมา พังผืดจะรัดเส้นใยกล้ามเนื้อให้ติดกัน ทำให้โครงสร้างสูญเสียความยืดหยุ่นหากไม่ได้รับการดูแลอย่างถูกต้องทางกลศาสตร์
อย่าปล่อยให้ความปวดเรื้อรัง กลายเป็นความเคยชินที่บั่นทอนชีวิตการทำงาน
หากคุณกำลังเผชิญกับอาการปวดบ่าร้าวขึ้นศีรษะ นวดเท่าไหร่ก็กลับมาตึงซ้ำ หรือเริ่มคลำพบก้อนแข็งบริเวณสะบัก นั่นคือสัญญาณว่าโครงสร้างกล้ามเนื้อของคุณได้ก้าวข้ามขีดจำกัดของความเมื่อยล้า ไปสู่ภาวะพังผืดรัดตรึง (Myofascial Pain Syndrome) ที่ต้องการการประเมินลึกถึงระดับชีวกลศาสตร์
หากคุณรู้สึกปวดร้าวลึก ๆ จนเสียสมาธิในการทำงาน หรือขยับคอทีไรก็รู้สึกตึงรั้งไปหมด มาเริ่มต้นดูแลโครงสร้างร่างกาย คืนความยืดหยุ่นให้กล้ามเนื้อและดูแลวงจรความปวดอย่างเหมาะสม กับทีมนักกายภาพบำบัดวิชาชีพที่ คลินิกกายภาพบำบัด Zenista Health and Wellness เราพร้อมตรวจประเมินชีวกลศาสตร์ ค้นหาจุด Trigger Point ที่ซ่อนอยู่ และออกแบบแผนการ รักษาออฟฟิศซินโดรม เพื่อช่วยดูแลพังผืดชั้นลึกที่เหมาะสมกับพยาธิสภาพของคุณอย่างแท้จริง
เข้ารับการตรวจประเมินโครงสร้างและปรึกษาทีมนักกายภาพบำบัดได้ที่ คลินิกกายภาพบำบัดชลบุรี และ [คลินิกกายภาพบำบัดเพชรบุรี ภายใต้การดูแลของ Zenista Health and Wellness
เปิดให้บริการทั้ง 2 สาขา ได้แก่ คลินิกกายภาพบำบัดชลบุรี และ สาขาโรบินสันเพชรบุรี
พูดคุยปรึกษาอาการปวดเรื้อรัง หรือนัดหมายเพื่อตรวจวิเคราะห์โครงสร้างล่วงหน้าได้ที่ Line ID @zenista