
ในยุคที่ชีวิตประจำวันผูกติดอยู่กับหน้าจอคอมพิวเตอร์และสมาร์ทโฟน อาการปวดเมื่อยตามร่างกายได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของวิถีชีวิตคนทำงานไปโดยปริยาย โดยเฉพาะอาการ ปวดหลัง ส่วนบน หรือ Upper Back Pain ซึ่งรวมถึงอาการปวดตึงบริเวณสะบักและ ปวดคอ บ่า ไหล่ ที่หลายคนคุ้นเคยกันดีจนเผลอมองข้าม คิดว่าเป็นเพียงความเมื่อยล้าธรรมดาจากการทำงานหนัก แต่รู้หรือไม่ว่า ในมุมมองทางสรีรวิทยา อาการปวดบริเวณนี้มีความซับซ้อนและอาจเป็นสัญญาณเตือนของความผิดปกติที่มากกว่าแค่กล้ามเนื้ออักเสบ บทความนี้จะพาไปเจาะลึกถึงกลไกของอาการปวดหลังส่วนบน สาเหตุที่แท้จริงที่ชาวออฟฟิศต้องรู้ และแนวทางการดูแลรักษาที่ถูกต้องตามหลักสากล เพื่อให้ทุกคนกลับมาใช้ชีวิตได้อย่างคล่องตัวโดยไม่ต้องทนปวดอีกต่อไป
ทำความเข้าใจ ปวดหลังส่วนบน อยู่ตรงไหนและสำคัญอย่างไร
เมื่อพูดถึงหลังส่วนบน ในทาง กายภาพบำบัด หมายถึงพื้นที่ของกระดูกสันหลังส่วนอก หรือ Thoracic Spine ซึ่งเริ่มตั้งแต่ฐานคอลงมาจนถึงชายโครงซี่สุดท้าย โดยธรรมชาติแล้วกระดูกสันหลังส่วนนี้ถูกออกแบบมาให้มีความแข็งแรงสูงและเคลื่อนไหวได้น้อยกว่าส่วนคอหรือเอว เพราะทำหน้าที่สำคัญในการยึดเกาะกับกระดูกซี่โครงเพื่อเป็นเกราะป้องกันอวัยวะภายในอย่างปอดและหัวใจ กระดูกสันหลังส่วนอกมีทั้งหมด 12 ชิ้น และทุกชิ้นเชื่อมต่อกับกระดูกซี่โครง ความมั่นคงนี้เองที่ทำให้บาดเจ็บได้ยากกว่าส่วนอื่น แต่ถ้าเจ็บแล้วมักจะดูแลรักษายากกว่า เพราะโครงสร้างที่ซับซ้อนและข้อต่อจำนวนมากในบริเวณนี้นั่นเอง
อาการปวดในโซนนี้มักแสดงออกในรูปแบบของอาการปวดตื้อ ๆ ลึก ๆ เหมือนมีก้อนแข็งฝังอยู่ใต้สะบัก บางกรณีอาจรู้สึกแสบร้อน หรือปวดร้าวขึ้นไปที่ต้นคอ ซึ่งข้อมูลจาก Cleveland Clinic ระบุว่าอาการนี้มักสัมพันธ์กับการใช้งานกล้ามเนื้อที่ไม่สมดุลเป็นเวลานาน มากกว่าจะเป็นความเสื่อมตามวัย
ทำไม ชาวออฟฟิศ ถึงเป็นกลุ่มเสี่ยงอันดับหนึ่ง
สาเหตุหลักที่ทำให้พนักงานออฟฟิศเผชิญกับอาการนี้มากที่สุด ไม่ใช่ความหนักของงาน แต่คือท่าทาง หรือ Posture ในขณะทำงาน ซึ่งเป็นสาเหตุหลักของ ออฟฟิศซินโดรม
ท่ามรณะ Head Forward Posture
ลองสำรวจท่าทางการนั่งของตัวเองดูว่า คอกำลังยื่นไปข้างหน้าเพื่อเพ่งมองจอคอมพิวเตอร์ หรือกำลังก้มหน้าเล่นโทรศัพท์อยู่หรือไม่ พฤติกรรมเหล่านี้คือตัวการสำคัญที่ก่อให้เกิดแรงกดทับมหาศาล ศีรษะของมนุษย์มีน้ำหนักเฉลี่ย 4 ถึง 5 กิโลกรัม ในท่าตรงปกติกระดูกสันหลังจะรับน้ำหนักเพียงเท่านี้ แต่ข้อมูลจากวารสาร Surgical Technology International ระบุว่า ทุก ๆ 1 นิ้วที่ศีรษะยื่นไปข้างหน้า ภาระที่คอและหลังส่วนบนต้องแบกรับจะเพิ่มขึ้นเท่าตัว เปรียบเสมือนมีเด็กตัวเล็ก ๆ ขี่คอเราอยู่ตลอดเวลาที่นั่งทำงาน กล้ามเนื้อหลังส่วนบน Trapezius และ Rhomboids จึงต้องทำงานหนักตลอดเวลาเพื่อดึงศีรษะไว้ จนเกิดการเกร็งค้างและบาดเจ็บในที่สุด
ภาวะ Upper Cross Syndrome
นี่คือโรคยอดฮิตของคนทำงานหน้าคอมพิวเตอร์ คือภาวะที่กล้ามเนื้อเสียสมดุลในลักษณะกากบาท
- กล้ามเนื้อหน้าอก หรือ Pectoralis ตึงและหดสั้น จากการนั่งห่อไหล่พิมพ์งาน
- กล้ามเนื้อหลังส่วนบน หรือ Rhomboids ถูกยืดและอ่อนแรง จากการที่ไหล่ถูกดึงไปข้างหน้า
ผลลัพธ์คือโครงสร้างร่างกายที่เปลี่ยนไป หลังค่อม ไหล่ห่อ และสะบักจม นำมาสู่อาการปวดเรื้อรังที่รบกวนการใช้ชีวิต
สัญญาณเตือน อาการแบบไหนที่ไม่ควรนิ่งนอนใจ
แม้อาการปวดเมื่อยจะเป็นเรื่องปกติ แต่หากมีสัญญาณเตือนเหล่านี้ร่วมด้วย อาจบ่งบอกถึงภาวะที่รุนแรงกว่าปวดกล้ามเนื้อทั่วไป
- ปวดร้าวไปตามแนวซี่โครง รู้สึกเหมือนมีเข็มขัดรัดแน่นที่หน้าอก หรือปวดร้าวมาด้านหน้า
- อาการทางระบบประสาท มีอาการชามือ นิ้วล็อค แขนอ่อนแรง หรือหยิบจับของแล้วหล่น
- หายใจขัด รู้สึกเจ็บแปล๊บที่หลังขณะหายใจเข้าลึก ๆ อาจเกิดจากการอักเสบของข้อต่อซี่โครง
- อาการเรื้อรัง มีอาการปวดต่อเนื่องนานเกิน 3 เดือน หรือปวดจนรบกวนการนอนหลับ
หากพบอาการเหล่านี้ แนะนำให้รีบปรึกษาผู้ชำนาญการเพื่อตรวจแยกโรคอื่น ๆ ที่อาจซ่อนอยู่ เช่น หมอนรองกระดูกทับเส้นประสาท หรือความผิดปกติของอวัยวะภายใน
How to จัดการความปวดฉบับทำเองได้
สำหรับผู้ที่เพิ่งเริ่มมีอาการ หรือต้องการดูแลตัวเองเพื่อป้องกัน การปรับพฤติกรรมคือหัวใจสำคัญ
1. ปรับสภาพแวดล้อม หรือ Ergonomics
การจัดโต๊ะทำงานให้ถูกต้องช่วยลดภาระร่างกายได้ทันที
- จอคอมพิวเตอร์ ขอบบนสุดของจอควรอยู่ระดับสายตา หรือ Eye Level เพื่อให้คอตั้งตรงได้ตามธรรมชาติ
- คีย์บอร์ดและเมาส์ ควรวางในระยะที่ข้อศอกตั้งฉาก 90 องศา และไหล่ผ่อนคลาย ไม่ยกเกร็งขณะใช้งาน
2. ยืดกล้ามเนื้อหน้าอก หรือ Pectoralis Stretch
หลายคนเข้าใจผิดว่า ปวดหลัง ต้องยืดหลัง แต่ในความเป็นจริงสำหรับชาวออฟฟิศ ต้องยืดหน้าอก เพื่อแก้ไหล่ห่อ
- ท่าแนะนำ หรือ Doorway Stretch ยืนที่ช่องประตู กางแขนออกวางทาบกับวงกบประตู ก้าวขาไปข้างหน้าหนึ่งก้าวแล้วดันตัวไปข้างหน้าจนรู้สึกตึงที่หน้าอกและหัวไหล่ด้านหน้า ทำค้างไว้ 15 ถึง 20 วินาที จะช่วยปลดล็อกไหล่ให้เปิดออก ลดแรงดึงที่หลังส่วนบนได้ดีมาก
3. สร้างความแข็งแรงให้หลัง หรือ Strengthening
มื่อกล้ามเนื้อหลังส่วนบนแข็งแรง จะช่วยดึงไหล่กลับไปอยู่ในตำแหน่งที่ถูกต้องได้ดีขึ้น ท่าง่าย ๆ คือการหนีบสะบัก หรือ Scapular Retraction โดยพยายามบีบสะบักเข้าหากัน ค้างไว้ 5 วินาที ทำบ่อย ๆ ระหว่างวัน
ทางเลือกการรักษาทางกายภาพบำบัด
หากปรับพฤติกรรมแล้วอาการยังไม่ดีขึ้น หรือมีก้อนแข็ง Trigger Point ที่กดเจ็บและไม่ยอมคลายตัว การรักษาที่ คลินิกกายภาพบำบัด ด้วยเครื่องมือที่ทันสมัยอาจเป็นคำตอบที่ตรงจุด โดยทาง Zenista Clinic มีบริการรักษาที่ครอบคลุม ดังนี้
- Ultrasound Therapy การใช้คลื่นเสียงความถี่สูงส่งผ่านความร้อนลึกลงไปในชั้นกล้ามเนื้อ ช่วยเพิ่มการไหลเวียนเลือดและคลายปมกล้ามเนื้อที่อยู่ลึก
- Shockwave Therapy เทคโนโลยีที่มีประสิทธิภาพสูงในการรักษากลุ่มอาการปวดเรื้อรัง Chronic Pain ช่วยสลายพังผืดที่เกาะตัวแน่น และกระตุ้นกระบวนการซ่อมแซมตัวเองของร่างกาย
- Manual Therapy เทคนิคหัตถการดัดดึงข้อต่อกระดูกสันหลังและซี่โครง Mobilization เพื่อเพิ่มมุมการเคลื่อนไหว ลดอาการตึงยึด และช่วยให้หายใจได้สะดวกขึ้น
อย่าปล่อยให้ความปวดทำลายอนาคตการทำงาน
อาการ ปวดหลัง ส่วนบน ไม่ใช่โรคเวรโรคกรรม แต่เป็นผลลัพธ์จากการใช้งานร่างกายที่ไม่ถูกต้องสะสมเป็นเวลานาน การเริ่มต้นดูแลตัวเองตั้งแต่วันนี้ด้วยการปรับท่าทาง คือกุญแจดอกแรก แต่หากร่างกายส่งสัญญาณเตือนว่าไม่ไหวแล้ว การมองหาตัวช่วยจากผู้ชำนาญการคือทางลัดที่จะช่วยกู้คืนคุณภาพชีวิตของคุณกลับมา
หากความปวดเริ่มรบกวนการนอนหลับ หรือทำให้ประสิทธิภาพการทำงานลดลง เราพร้อมดูแลคุณด้วยโปรแกรม รักษาออฟฟิศซินโดรม ชลบุรี / รักษาออฟฟิศซินโดรม เพชรบุรี เพื่อแก้ปัญหาที่ต้นเหตุ ให้คุณกลับมาทำงานได้อย่างมีความสุขอีกครั้ง
สามารถขอคำปรึกษาและใช้บริการได้ที่ Zenista Health and Wellness
เราพร้อมให้บริการในฐานะ คลินิกกายภาพบำบัดชลบุรี และ คลินิกกายภาพบำบัดเพชรบุรี ที่ได้มาตรฐานสากล
อย่ารอให้ร่างกายพังจนแก้ยาก สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมหรือนัดหมายจองคิวได้ที่ Line ID @zenista