
ในวันที่เรายังเดินเหินได้คล่องแคล่ว หลายคนอาจมองข้ามความสำคัญของอวัยวะที่รับน้ำหนักตัวเรามาตลอดชีวิตอย่าง เข่า ไป จนกระทั่งวันหนึ่งที่เริ่มได้ยินเสียงกรอบแกรบเวลาลุกนั่ง หรือรู้สึกเจ็บแปล๊บที่ข้อพับเมื่อต้องเดินขึ้นบันได นั่นคือสัญญาณเตือนที่บอกว่าฟันเฟืองชิ้นสำคัญของร่างกายกำลังสึกหรอ และหากปล่อยทิ้งไว้โดยไม่ปรับเปลี่ยนพฤติกรรม โรคข้อเข่าเสื่อม อาจมาเยือนเร็วกว่าที่คิด ซึ่งในความเป็นจริงแล้ว ความเสื่อมไม่ได้ขึ้นอยู่กับอายุเพียงอย่างเดียว แต่ขึ้นอยู่กับ พฤติกรรมทำร้ายเข่า ที่เราเผลอทำกันอยู่ทุกวันโดยไม่รู้ตัว
ก่อนจะไปดูว่าอะไรที่ห้ามทำ อยากให้เข้าใจกลไกของเข่าสักนิดครับ เปรียบเสมือนยางรถยนต์ที่มีดอกยางคอยรับแรงเสียดสี ในเข่าของเราก็มีกระดูกอ่อนผิวข้อ หรือ Articular Cartilage ทำหน้าที่เป็นเบาะรองรับแรงกระแทกและช่วยให้การเคลื่อนไหวลื่นไหล แต่ยางรถยนต์ยังเปลี่ยนใหม่ได้เมื่อดอกยางหมด ต่างจากกระดูกอ่อนที่เมื่อสึกหรอแล้ว ร่างกายสร้างทดแทนได้ยากมาก หรือแทบจะสร้างใหม่ไม่ได้เลยในบางกรณี ดังนั้นการถนอมสิ่งที่มีอยู่ให้ใช้งานได้นานที่สุดจึงเป็นหัวใจสำคัญของการดูแลรักษา
ท่านั่งทำลายเข่า หยุดก่อนที่จะสาย
วัฒนธรรมไทยเราคุ้นเคยกับการนั่งพื้น ไม่ว่าจะเป็นนั่งพับเพียบ นั่งขัดสมาธิ หรือนั่งยอง ๆ ซักผ้าทำสวน แต่ทราบไหมครับว่าท่าทางเหล่านี้คือศัตรูตัวฉกาจของข้อเข่า เพราะในขณะที่เรางอเข่าเกิน 90 องศา แรงกดภายในข้อเข่าจะพุ่งสูงขึ้นกว่าน้ำหนักตัวปกติถึง 5 ถึง 7 เท่า ลองจินตนาการว่าถ้าเราหนัก 60 กิโลกรัม แต่เข่าต้องรับแรงกดเกือบ 400 กิโลกรัมต่อเนื่องเป็นชั่วโมง ผิวข้อกระดูกอ่อนที่บอบบางจะทนไหวได้อย่างไร การเปลี่ยนมานั่งเก้าอี้ห้อยขา หรือใช้โถส้วมแบบชักโครกแทนแบบนั่งยอง จึงเป็นการลดภาระให้เข่าได้มหาศาล และเป็นสิ่งที่ควรเริ่มทำทันทีโดยไม่ต้องรอให้ปวด
บันไดคือสนามรบที่ควรเลี่ยง
สำหรับคนที่มีอาการเริ่มต้นของ โรคข้อเข่าเสื่อม การเดินขึ้นลงบันไดบ่อย ๆ เปรียบเสมือนการเอากระดาษทรายมาขัดผิวข้อให้บางลงเรื่อย ๆ โดยเฉพาะจังหวะที่ เดินลง บันได ซึ่งอันตรายกว่าเดินขึ้นเสียอีก เพราะเป็นจังหวะที่แรงโน้มถ่วงของโลกบวกกับน้ำหนักตัวกระแทกลงมาที่เข่าข้างเดียวเต็ม ๆ เพื่อเบรกไม่ให้ตัวเราล้ม หากจำเป็นต้องขึ้นลงบันไดจริง ๆ เทคนิคเล็ก ๆ คือให้ก้าวเท้าข้างดีนำขึ้นก่อนเวลาขึ้น และก้าวเท้าข้างเจ็บนำลงก่อนเวลาลง เพื่อให้ขาข้างดีเป็นตัวออกแรงพยุงน้ำหนักส่วนใหญ่ไว้ ช่วยผ่อนหนักให้เป็นเบาได้ครับ
น้ำหนักตัว ทุกขีดคือภาระ
เรื่องน้ำหนักตัวอาจเป็นเรื่องที่ฟังแล้วแสลงใจ แต่เป็นความจริงทางวิทยาศาสตร์ที่เลี่ยงไม่ได้ครับ ทุก ๆ 1 กิโลกรัมของน้ำหนักตัวที่เพิ่มขึ้น จะกลายเป็นแรงกระทำต่อเข่าเพิ่มขึ้น 3 ถึง 4 กิโลกรัมในขณะเดิน นั่นหมายความว่าถ้าเราลดน้ำหนักลงได้เพียง 1 กิโลกรัม เข่าของเราจะเบาแรงลงไปถึง 4 กิโลกรัมเลยทีเดียว การคุมอาหารและลดน้ำหนักจึงเป็นยาขนานเอกที่เป็นทางเลือกที่มีประสิทธิภาพมากในการรักษาอาการ ปวดเข่า ระยะยาว ดีกว่าการพึ่งยาแก้ปวดเพียงอย่างเดียว
กีฬาบางชนิดอาจไม่ใช่ทางออก
การออกกำลังกายเป็นสิ่งดี แต่ไม่ใช่ทุกชนิดจะดีต่อเข่า กีฬาที่มีแรงกระแทกสูง หรือ High Impact เช่น การวิ่งบนพื้นปูนแข็ง ๆ แบดมินตัน เทนนิส หรือกีฬาที่ต้องมีการกระโดดและหยุดกะทันหัน อาจไปเร่งกระบวนการเสื่อมให้เร็วขึ้น สำหรับผู้ที่มีความเสี่ยง การหันมาออกกำลังกายในน้ำ หรือ Water Exercise ถือเป็นทางเลือกที่ยอดเยี่ยมในทาง กายภาพบำบัด เพราะน้ำจะมีแรงพยุงตัวช่วยรับน้ำหนักแทนข้อเข่าได้เกือบ 100% แต่ยังได้บริหารกล้ามเนื้อและหัวใจอย่างเต็มที่ หรือการปั่นจักรยานอยู่กับที่โดยปรับเบาะให้สูงพอดีขาเหยียดตึง ก็ช่วยเสริมสร้างกล้ามเนื้อต้นขาได้โดยไม่ทำร้ายข้อ
อย่าปล่อยให้กล้ามเนื้อต้นขาอ่อนแรง
กล้ามเนื้อต้นขาด้านหน้า หรือ Quadriceps เปรียบเสมือนโช้คอัพธรรมชาติที่คอยรับแรงกระแทกแทนข้อเข่า หากกล้ามเนื้อส่วนนี้ลีบเล็กหรืออ่อนแรง ภาระทั้งหมดจะตกไปอยู่ที่กระดูกและข้อต่อโดยตรง การหมั่นบริหารกล้ามเนื้อต้นขาให้แข็งแรงอยู่เสมอ เช่น การนั่งเก้าอี้แล้วเตะขาเหยียดตรงเกร็งค้างไว้ จะช่วยสร้างเกราะป้องกันเข่าได้ดีเยี่ยม งานวิจัยหลายชิ้นยืนยันตรงกันว่าคนที่มีกล้ามเนื้อขาแข็งแรง จะมีอาการปวดจาก ข้อเข่าเสื่อม น้อยกว่าคนที่กล้ามเนื้ออ่อนแรงอย่างชัดเจน แม้ว่าภาพรังสีเอกซเรย์จะดูเสื่อมเท่ากันก็ตาม
เมื่อความปวดมาเยือน อย่าฝืนกินยาแล้วใช้งานต่อ
พฤติกรรมที่อันตรายที่สุดคือการกินยาแก้ปวดเพื่อกดอาการไว้ แล้วฝืนไปทำงานหรือเล่นกีฬาต่อ เพราะยาแก้ปวดทำหน้าที่แค่ตัดสัญญาณเตือนภัยที่สมอง แต่ความเสียหายที่เกิดขึ้นจริงในข้อเข่ายังดำเนินต่อไป และอาจรุนแรงขึ้นเพราะเราใช้งานหนักโดยไม่มีความเจ็บปวดมาคอยยั้ง หากมีอาการปวดบวมแดงร้อน ควรพักการใช้งานและประคบเย็นทันที เพื่อลดการอักเสบ ก่อนที่จะลุกลามจนยากเกินเยียวยา
ในปัจจุบันวงการ กายภาพบำบัด มีเทคโนโลยีที่ช่วยดูแลฟื้นฟูข้อเข่าได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยไม่ต้องพึ่งยาเคมีเพียงอย่างเดียว เครื่องมืออย่าง
- Ultrasound Therapy สามารถส่งคลื่นเสียงลงไปลดการอักเสบลึกถึงชั้นข้อต่อ ช่วยคลายกล้ามเนื้อรอบเข่าที่เกร็งตัวจากการรับน้ำหนัก
- High Power Laser หรือในกรณีที่มีอาการปวดเรื้อรัง การใช้เลเซอร์กำลังสูง จะช่วยกระตุ้นการสร้างพลังงานในระดับเซลล์ เร่งกระบวนการซ่อมแซมเนื้อเยื่อที่เสียหายให้ฟื้นตัวได้ดีขึ้น
การใช้เทคโนโลยีเหล่านี้ควบคู่ไปกับการปรับพฤติกรรม จะช่วยยืดอายุการใช้งานของเข่าให้อยู่กับเราไปได้อีกนาน
เข่าของเราไม่มีอะไหล่เปลี่ยนเหมือนรถยนต์ ถึงแม้การผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าเทียมจะทำได้ แต่ข้อเข่าธรรมชาติที่พ่อแม่ให้มาย่อมดีที่สุดเสมอ การรู้เท่าทันและหลีกเลี่ยงพฤติกรรมเสี่ยงตั้งแต่วันนี้ คือของขวัญล้ำค่าที่คุณมอบให้กับตัวเอง เพื่อให้สองขาคู่นี้พาคุณเดินไปข้างหน้า สู่เป้าหมายและความสำเร็จในชีวิตได้อย่างมั่นคงและไร้ความเจ็บปวด
Tips: หากคุณเริ่มมีอาการข้อเข่าเสื่อมและต้องการดูแลโดยไม่ต้องผ่าตัด ปรึกษาเราได้ที่ คลินิกรักษาข้อเข่าเสื่อมชลบุรี / คลินิกรักษาข้อเข่าเสื่อมเพชรบุรี Zenista Clinic พร้อมวางแผนการรักษาให้คุณกลับมาเดินได้อย่างมั่นใจ
สามารถเข้ามาปรึกษาและตรวจประเมินโครงสร้างร่างกายได้ที่ Zenista Health and Wellness
เราพร้อมดูแลคุณด้วยความใส่ใจและมาตรฐานระดับสากล ทั้ง 2 สาขาใกล้บ้าน
อย่าปล่อยให้เข่าพังจนแก้ไม่ไหว สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมหรือนัดหมายจองคิวได้ที่ Line ID @zenista