เดินเข้าคลินิกกายภาพบำบัดต้องเจออะไรบ้าง สรุปขั้นตอนและวิธีรักษาแบบเข้าใจง่าย

เดินเข้าคลินิกกายภาพบำบัดต้องเจออะไรบ้าง สรุปขั้นตอนและวิธีรักษาแบบเข้าใจง่าย

สำหรับหลายคนที่ยังไม่เคยสัมผัสโลกของ กายภาพบำบัด มาก่อน การตัดสินใจเดินเข้าคลินิกครั้งแรกอาจเต็มไปด้วยคำถามและความกังวลใจ ภาพในหัวอาจจะสับสนระหว่างการนวดแผนไทยที่เน้นความหนักหน่วง กับโรงพยาบาลที่ดูเคร่งขรึมและเต็มไปด้วยกลิ่นยา ความไม่รู้นี่แหละที่ทำให้หลายคนเลือกที่จะทนปวดต่อไป หรือซื้อยากินเองจนอาการลุกลาม ทั้งที่จริงแล้วบรรยากาศใน คลินิกกายภาพบำบัด นั้นผ่อนคลายและเป็นกันเองกว่าที่คิด วันนี้เราจะมาจำลองเหตุการณ์ให้เห็นภาพชัด ๆ ว่าตั้งแต่ก้าวเท้าเข้าไปจนเดินออกมา คุณจะต้องเจอกับขั้นตอนอะไรบ้าง เพื่อให้คุณเตรียมตัวและเตรียมใจได้อย่างถูกต้อง

    ซักประวัติยิ่งกว่านักสืบ

    ด่านแรกที่คุณต้องเจอไม่ใช่เตียงรักษา แต่เป็นการนั่งคุยครับ ขั้นตอนนี้เรียกว่า History Taking ซึ่งสำคัญมากและใช้เวลาค่อนข้างนานจนบางคนอาจสงสัยว่าทำไมถามเยอะจัง นักกายภาพบำบัดจะไม่ได้ถามแค่ว่า ปวดตรงไหน แต่จะเจาะลึกไปถึงพฤติกรรมการใช้ชีวิต กิจวัตรประจำวัน ลักษณะงานที่ทำ ท่าทางตอนนอน หรือแม้แต่รองเท้าที่ใส่ เพราะหัวใจสำคัญของ กายภาพบำบัด ไม่ใช่แค่การดูแลรักษาอาการที่ปลายเหตุ แต่คือการตามหา ผู้ร้ายตัวจริง ที่ซ่อนอยู่ เบื้องหลังอาการ ปวดคอ บ่า ไหล่ อาจไม่ได้มาจากคอ แต่อาจมาจากการนั่งหลังค่อมหรือสายตาที่มีปัญหา การเล่าข้อมูลให้ละเอียดที่สุดจะช่วยให้การวางแผนรักษาแม่นยำเหมือนจับวาง

    ตรวจร่างกายเพื่อหาหลักฐาน

    เมื่อได้ข้อมูลเบื้องต้นแล้ว ก็มาถึงขั้นตอน Physical Examination หรือการตรวจร่างกาย ขั้นตอนนี้คุณอาจจะถูกขอให้ขยับแขนขา ก้มตัว เงยหน้า หรือทำท่าทางแปลก ๆ เพื่อดูองศาการเคลื่อนไหว หรือ Range of Motion และทดสอบความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ นักกายภาพบำบัดจะใช้มือในการคลำหาจุดกดเจ็บ ความตึงตัวของกล้ามเนื้อ หรือตรวจดูความผิดปกติของโครงสร้างกระดูก การตรวจอย่างละเอียดนี้เองที่จะแยกแยะได้ว่าอาการปวดของคุณเกิดจากกล้ามเนื้อ เอ็น ข้อต่อ หรือเส้นประสาท เพื่อที่จะได้เลือกอาวุธในการรักษาได้ถูกประเภท

    อธิบายผลและวางแผนการรักษาร่วมกัน

    หลังจากรวบรวมข้อมูลทั้งหมด นักกายภาพบำบัดจะประมวลผลและอธิบายให้คุณฟังว่าเกิดอะไรขึ้นกับร่างกายของคุณ ในภาษากายภาพเราเรียกว่า Diagnosis แต่ไม่ต้องห่วงว่าจะฟังไม่รู้เรื่อง เพราะเราจะแปลภาษาแพทย์ให้เป็นภาษาคนที่เข้าใจง่ายที่สุด เช่น กล้ามเนื้อบ่าคุณไม่ได้แค่ตึงนะ แต่มีพังผืดเกาะแน่นจนเลือดไม่เดิน พร้อมกับวางแผนการรักษา หรือ Treatment Plan ว่าจะต้องใช้เครื่องมืออะไรบ้าง ต้องมากี่ครั้ง และคาดหวังผลลัพธ์ได้อย่างไร ขั้นตอนนี้คือการตกลงร่วมกัน เพื่อให้คุณเข้าใจเป้าหมายและให้ความร่วมมือในการรักษาได้อย่างเต็มที่

      ลงมือรักษาด้วยหัตถการและเครื่องมือล้ำสมัย

      มาถึงไฮไลท์ที่ทุกคนรอคอย คือขั้นตอนการรักษาจริง ซึ่งจะแบ่งออกเป็นหลายรูปแบบตามความเหมาะสมของอาการ ได้แก่

      • Manual Therapy หรือหัตถการบำบัด
        ไม่ใช่การนวดผ่อนคลายแบบสปา แต่เป็นการใช้มือของนักกายภาพในการดัด ดึง ขยับข้อต่อ หรือ Joint Mobilization หรือคลายพังผืดในจุดที่เครื่องมือเข้าไม่ถึง เทคนิคนี้ต้องอาศัยความชำนาญสูงเพื่อปรับโครงสร้างให้กลับมาสมดุลและเพิ่มมุมการเคลื่อนไหวให้ร่างกาย
      • Physical Therapy Modalities หรือเครื่องมือทางกายภาพ
        พระเอกที่จะเข้ามาช่วยบรรเทาอาการปวดและซ่อมแซมเนื้อเยื่อ ปัจจุบันเทคโนโลยีไปไกลมาก เรามี Ultrasound Therapy ที่ใช้คลื่นเสียงความถี่สูงลงไปลดอักเสบลึกถึงชั้นกล้ามเนื้อ มี High Power Laser ที่ใช้แสงเลเซอร์กำลังสูงกระตุ้นการซ่อมแซมเซลล์ หรือ Shockwave Therapy คลื่นกระแทกสำหรับจัดการพังผืดเรื้อรังที่ดื้อด้าน รวมถึงเครื่อง PMS Therapy ที่ใช้คลื่นแม่เหล็กกระตุ้นเส้นประสาทเพื่อดูแลอาการปวดร้าวลงขา เครื่องมือเหล่านี้จะถูกเลือกใช้ตามระยะของอาการว่าเป็นแบบเฉียบพลันหรือเรื้อรัง

      การออกกำลังกายเพื่อการรักษา Therapeutic Exercise

      อย่าเพิ่งตกใจว่าจะต้องไปวิ่งรอบคลินิก เพราะนี่คือการออกกำลังกายเฉพาะจุดเพื่อแก้ไขปัญหาของคุณโดยตรง เช่น หากคุณ ปวดหลัง  เพราะกล้ามเนื้อหน้าท้องไม่แข็งแรง นักกายภาพก็จะสอนท่าบริหารเพื่อสร้าง Core Muscle หรือหากคุณไหล่ห่อ ก็จะมีท่ายืดเหยียดกล้ามเนื้อหน้าอกและเพิ่มความแข็งแรงของกล้ามเนื้อสะบัก การทำ กายภาพบำบัด ที่สมบูรณ์จะขาดขั้นตอนนี้ไม่ได้เลย เพราะเครื่องมือช่วยให้บรรเทาปวด แต่กล้ามเนื้อที่แข็งแรงจะช่วยไม่ให้ความปวดกลับมาอีก

      การบ้านชิ้นสำคัญและการปรับพฤติกรรม

      ก่อนกลับบ้าน คุณจะได้รับการบ้าน หรือ Home Program กลับไปทำเสมอ ไม่ว่าจะเป็นท่ายืดเหยียดที่ต้องทำทุกวัน หรือข้อห้ามต่าง ๆ ที่ควรเลี่ยง เช่น ห้ามนั่งไขว่ห้าง ห้ามก้มคอเล่นมือถือนานเกินไป รวมถึงคำแนะนำในการจัดโต๊ะทำงาน หรือ Ergonomics ให้เหมาะสมกับสรีระ เกร็ดความรู้เล็ก ๆ คือการรักษาในคลินิกใช้เวลาแค่ 1 ถึง 2 ชั่วโมง แต่เวลาที่เหลืออีก 20 กว่าชั่วโมงคุณต้องดูแลตัวเอง หากไม่ปรับพฤติกรรม อาการปวดก็พร้อมจะกลับมาเคาะประตูบ้านคุณได้ทุกเมื่อ

        การติดตามผลและประเมินซ้ำ

        การรักษาทาง กายภาพบำบัด ไม่ใช่การกินยาวิเศษที่เม็ดเดียวดีขึ้นทันที แต่เป็นกระบวนการที่ต้องใช้เวลาและความต่อเนื่อง ในการนัดหมายครั้งถัดไป จะมีการ Re-assessment หรือประเมินอาการซ้ำเสมอว่าดีขึ้นกี่เปอร์เซ็นต์ อาการปวดลดลงไหม องศาการเคลื่อนไหวดีขึ้นหรือเปล่า เพื่อปรับเปลี่ยนแผนการรักษาให้เหมาะสมกับสถานการณ์ปัจจุบันมากที่สุด

        การเดินเข้า คลินิกกายภาพบำบัด จึงไม่ใช่เรื่องน่ากลัวอย่างที่คิด แต่เปรียบเสมือนการนำรถเข้าศูนย์เพื่อตรวจเช็คสภาพและซ่อมบำรุงโดยช่างผู้ชำนาญการ เพื่อให้ร่างกายซึ่งเป็นพาหนะคันเดียวของคุณสามารถใช้งานต่อไปได้นานที่สุดโดยไม่พังกลางทาง การเริ่มต้นดูแลตัวเองตั้งแต่วันนี้ ย่อมดีกว่ารอให้ร่างกายเสียหายจนยากเกินเยียวยา

        หากคุณไม่แน่ใจว่าจะเริ่มต้นอย่างไร Zenista Health and Wellness พร้อมเป็นที่ปรึกษา เราคือ คลินิกกายภาพบำบัดชลบุรี / คลินิกกายภาพบำบัดเพชรบุรี ที่พร้อมดูแลคุณตั้งแต่ก้าวแรกด้วยเครื่องมือครบครันและทีมงานมืออาชีพ

        สามารถขอคำปรึกษาและใช้บริการได้ที่ Zenista Health and Wellness

        เราพร้อมดูแลคุณด้วยมาตรฐานสากล ทั้ง 2 สาขาใกล้บ้าน

        อย่าปล่อยให้ความปวดเป็นเรื่องปกติในชีวิต สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมหรือนัดหมายจองคิวได้ที่ Line ID @zenista

        บริการแนะนำ

        กายภาพบำบัด,กายภาพบำบัด ชลบุรี, กายภาพบำบัด เพชรบุรี

        กายภาพบำบัด

        คลินิกกายภาพบำบัด ชลบุรี เพชรบุรี ZENISTA CLINIC

        รักษาข้อเข่าเสื่อม,รักษาข้อเข่าเสื่อม ชลบุรี, รักษาข้อเข่าเสื่อม เพชรบุรี

        รักษาข้อเข่าเสื่อม

        คลินิกกายภาพบำบัด ชลบุรี เพชรบุรี ZENISTA CLINIC

        รักษาออฟฟิศซินโดรม,รักษาออฟฟิศซินโดรม ชลบุรี, รักษาออฟฟิศซินโดรม เพชรบุรี

        รักษาออฟฟิศซินโดรม

        รักษาออฟฟิศซินโดรม อาการปวดหลังเรื้อรัง