
ชีวิตของคนวัยทำงานในยุคปัจจุบันเปรียบเสมือนการวิ่งมาราธอนที่ไม่มีเส้นชัย เราต่างทุ่มเทเวลาและร่างกายเพื่อความสำเร็จในหน้าที่การงาน จนบางครั้งลืมหันกลับมาดูแลเครื่องจักรชิ้นสำคัญที่สุดนั่นคือร่างกายของตัวเราเอง วันดีคืนดีจากการที่เคย ปวดหลัง ธรรมดา กลายเป็นความปวดร้าวทรมานที่วิ่งลงไปถึงปลายเท้า หรือรู้สึกเหมือนขาไม่มีแรงจนแทบก้าวไม่ออก อาการเหล่านี้คือสัญญาณเตือนภัยระดับสีแดงที่บอกว่าโครงสร้างแกนกลางของร่างกายกำลังวิกฤต และคุณอาจกำลังเผชิญกับภาวะ หมอนรองกระดูกทับเส้นประสาท โรคยอดฮิตที่ทำให้คนทำงานเก่ง ๆ ต้องหยุดชะงักมานักต่อนัก
ก่อนจะตื่นตระหนกไปกันใหญ่ อยากชวนมาทำความเข้าใจโครงสร้างของหมอนรองกระดูกกันแบบง่าย ๆ ก่อนครับ จินตนาการว่ากระดูกสันหลังของเราเหมือนโดนัทที่มีรูตรงกลางเรียงซ้อนกันเป็นชั้น ๆ ระหว่างโดนัทแต่ละชิ้นจะมีเบาะรองรับแรงกระแทกที่เรียกว่าหมอนรองกระดูก หรือ Intervertebral Disc แทรกอยู่ ซึ่งเจ้าหมอนรองกระดูกนี้มีลักษณะพิเศษคือ เปลือกนอกจะเหนียวแข็งเหมือนยางรถยนต์ แต่ข้างในบรรจุของเหลวลักษณะคล้ายเจลลี่เอาไว้เพื่อกระจายแรงกดเวลาเราเคลื่อนไหว
กลไกการเกิดโรคที่ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ
ภาวะ หมอนรองกระดูกทับเส้นประสาทไม่ได้เกิดขึ้นปุบปับแบบไม่มีปี่มีขลุ่ย แต่เกิดจากการใช้งานผิดวิธีสะสมมาเป็นเวลานาน โดยเฉพาะพฤติกรรมที่เรียกว่า Repetitive Strain หรือการบาดเจ็บซ้ำ ๆ จากท่านั่งทำงานที่ไม่ถูกต้อง เช่น การนั่งหลังค่อมแล้วก้มคอจ้องจอนาน ๆ ท่าทางแบบนี้จะทำให้แรงกดภายในหมอนรองกระดูกพุ่งสูงขึ้นหลายเท่าตัว เมื่อแรงดันภายในมากเกินรับไหว เปลือกนอกที่เคยเหนียวแน่นก็จะเริ่มปริแตก ทำให้เจลลี่ข้างในปลิ้นออกมา สิ่งที่น่ากลัวคือพื้นที่ด้านหลังของหมอนรองกระดูกนั้นเต็มไปด้วยเส้นประสาทที่ทำหน้าที่สั่งการความรู้สึกและการเคลื่อนไหวของขา เมื่อเจลลี่เหล่านี้ไปกดทับเส้นประสาท จึงเกิดอาการปวดร้าวรุนแรงเหมือนไฟช็อตนั่นเอง
สัญญาณอันตรายที่ต้องรีบเช็ค
ลองสังเกตตัวเองดูว่าอาการปวดที่เป็นอยู่ แตกต่างจากอาการปวดกล้ามเนื้อทั่วไปหรือไม่ สัญญาณบ่งชี้ที่ชัดเจนของโรคนี้คือ อาการ ปวดร้าวลงขา หรือ Sciatica Pain ซึ่งเส้นทางของความปวดจะวิ่งจากช่วงเอว ผ่านแก้มก้น ลงไปที่ต้นขาด้านหลัง น่อง จนถึงปลายเท้า ในบางรายอาจมีอาการชาร่วมด้วย ความรู้สึกจะหนา ๆ เหมือนเราใส่ถุงเท้าอยู่ตลอดเวลา หรือรู้สึกยิบ ๆ เหมือนเป็นเหน็บชาที่แก้อย่างไรก็ไม่ดีขึ้น
อีกหนึ่งจุดสังเกตที่สำคัญคือ อาการปวดมักจะรุนแรงขึ้นเมื่อมีการเพิ่มแรงดันในช่องท้อง เช่น เวลาไอ จาม หรือเบ่งถ่ายอุจจาระ หากทำกิจกรรมเหล่านี้แล้วรู้สึกสะเทือนจี๊ดไปที่หลังหรือร้าวลงขา ให้สันนิษฐานไว้ก่อนเลยว่าหมอนรองกระดูกอาจกำลังมีปัญหา นอกจากนี้ลองทดสอบด้วยตัวเองง่าย ๆ ด้วยท่า Straight Leg Raising Test โดยการนอนหงายแล้วให้คนช่วยยกขาข้างที่ปวดขึ้นช้า ๆ ในขณะที่เข่าเหยียดตรง หากยกได้เพียง 30 ถึง 70 องศาแล้วเกิดอาการปวดร้าวไปตามแนวเส้นประสาท ถือว่าเป็นผลบวกที่ค่อนข้างชัดเจนครับ
ผ่าตัดไม่ใช่ทางออกเดียวเสมอไป
เมื่อได้รับการวินิจฉัยว่าเป็น หมอนรองกระดูกทับเส้นประสาท หลายคนมักจะใจเสียและคิดไปไกลถึงห้องผ่าตัด แต่ข่าวดีจากข้อมูลทางการแพทย์ระบุชัดเจนว่ากว่า 90% ของผู้ป่วยสามารถอาการดีขึ้นได้ด้วยการรักษาแบบอนุรักษ์นิยม หรือ Conservative Treatment หรือการรักษาทาง กายภาพบำบัด ร่วมกับการปรับพฤติกรรม โดยไม่ต้องลงมีดหมอ ร่างกายของเรามีความมหัศจรรย์ในการซ่อมแซมตัวเอง หากเราลดแรงกดทับและสร้างสภาพแวดล้อมที่เหมาะสม ส่วนที่ปลิ้นออกมาสามารถฝ่อและยุบตัวลงกลับไปได้เองตามธรรมชาติ
เทคโนโลยีทางกายภาพบำบัด ตัวช่วยกู้คืนหลัง
ในกระบวนการฟื้นฟูทาง กายภาพบำบัด เรามีขั้นตอนและเครื่องมือที่ออกแบบมาเพื่อจัดการกับปัญหานี้โดยเฉพาะ เริ่มต้นจากการใช้ เครื่องดึงหลัง หรือ Traction ซึ่งเปรียบเสมือนพระเอกในระยะแรก หลักการทำงานคือการใช้แรงดึงที่นุ่มนวลและสม่ำเสมอเพื่อยืดกระดูกสันหลังออกจากกันเล็กน้อย ทำให้เกิดแรงดันที่เป็นลบ หรือ Negative Pressure ภายในหมอนรองกระดูก แรงดูดนี้จะช่วยดึงเจลลี่ที่ปลิ้นออกมาให้กลับเข้าที่ และเปิดช่องว่างให้เส้นประสาทได้หายใจหายคอคล่องขึ้น ลดอาการกดทับได้อย่างแม่นยำ
สำหรับอาการปวดและการอักเสบของเส้นประสาท เครื่องมืออย่าง High Power Laser ถือว่าตอบโจทย์มาก เพราะแสงเลเซอร์กำลังสูงสามารถเจาะลึกเข้าไปถึงตำแหน่งที่มีปัญหา เพื่อกระตุ้นการซ่อมแซมเนื้อเยื่อในระดับเซลล์ หรือ Photobiomodulation ช่วยลดบวมและบรรเทาอาการปวดได้ดี หรือในกรณีที่มีกล้ามเนื้อเกร็งตัวอย่างรุนแรงเพื่อพยายามปกป้องหลัง หรือ Muscle Guarding การใช้ Ultrasound Therapy เข้าไปเพิ่มความยืดหยุ่นและคลายปมกล้ามเนื้อ ก็จะช่วยให้คนไข้รู้สึกสบายตัวขึ้นและเคลื่อนไหวได้ดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
สร้างเกราะป้องกันด้วยกล้ามเนื้อแกนกลาง
เมื่ออาการปวดเริ่มทุเลาลง สิ่งที่ขาดไม่ได้คือการป้องกันไม่ให้กลับมาเป็นซ้ำ ด้วยการสร้าง Core Stabilization หรือความแข็งแรงของกล้ามเนื้อแกนกลางลำตัว เปรียบเสมือนการสร้างเข็มขัดธรรมชาติ หรือ Natural Corset ขึ้นมาพยุงกระดูกสันหลังไว้ ท่าออกกำลังกายพื้นฐานอย่าง Plank หรือ Bird-Dog ที่ทำอย่างถูกวิธี จะช่วยให้กล้ามเนื้อหน้าท้องและหลังแข็งแรงพอที่จะรับน้ำหนักแทนกระดูกสันหลัง ลดความเสี่ยงที่หมอนรองกระดูกจะปลิ้นซ้ำในอนาคต
เกร็ดความรู้ที่สำคัญคือ ในช่วงที่มีอาการ ไม่ควรนอนพักนิ่ง ๆ บนเตียงนานเกินไป หรือ Bed Rest เพราะจะทำให้กล้ามเนื้ออ่อนแรงและข้อต่อยึดติด ควรขยับร่างกายเท่าที่ทำไหว เลี่ยงการก้มตัวยกของหนัก และที่สำคัญคือต้องปรับเปลี่ยนท่านั่งทำงานให้ถูกต้องตามหลัก Ergonomics เก้าอี้ต้องมีที่รองรับหลัง และหมั่นลุกเดินเปลี่ยนอิริยาบถบ่อย ๆ เพื่อให้หมอนรองกระดูกได้รับสารอาหารจากการขยับตัว
หมอนรองกระดูกทับเส้นประสาท อาจฟังดูน่ากลัว แต่หากเรารู้เท่าทันและได้รับการรักษาที่ถูกต้องและทันท่วงที โอกาสที่จะกลับมาใช้ชีวิตได้ตามปกติแบบไม่ต้องผ่าตัดนั้นมีสูงมาก อย่าปล่อยให้ความกลัวทำให้เราไม่กล้าเดินเข้าสู่กระบวนการรักษา และอย่าปล่อยให้ความปวดกลายเป็นความเคยชินจนทำร้ายคุณภาพชีวิตของคุณ สุขภาพที่ดีคือรากฐานของความสำเร็จทุกอย่าง การหันกลับมาดูแลกระดูกสันหลังตั้งแต่วันนี้ คือการลงทุนที่คุ้มค่าที่สุดที่คุณจะมอบให้กับตัวเองได้ เพื่อให้คุณพร้อมลุยงานและใช้ชีวิตได้อย่างเต็มที่ในทุก ๆ วัน
หากคุณมีอาการปวดหลังร้าวลงขา และไม่แน่ใจว่าต้องผ่าตัดหรือไม่ Zenista Health and Wellness พร้อมให้คำปรึกษาและวางแผนการรักษาโดยไม่ผ่าตัด ที่ คลินิกกายภาพบำบัดชลบุรี / คลินิกกายภาพบำบัดเพชรบุรี ด้วยเทคโนโลยีที่ทันสมัย
สามารถเข้ามาปรึกษาและรับการตรวจประเมินอย่างละเอียดได้ที่ Zenista Health and Wellness
เราพร้อมดูแลคุณด้วยทีมงานมืออาชีพและมาตรฐานสากล ทั้ง 2 สาขาใกล้บ้าน
อย่าปล่อยให้ความปวดเป็นเรื่องปกติในชีวิต สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมหรือนัดหมายจองคิวได้ที่ Line ID @zenista