
เวลาเดินเข้ามาในคลินิกเพื่อรักษาอาการปวด หลายคนมักจะยืนงงหน้าห้องตรวจเมื่อเห็นอุปกรณ์หน้าตาแปลกประหลาดวางเรียงรายอยู่เต็มไปหมด บางเครื่องมีหัวกลม ๆ บางเครื่องมีเสียงดังปัง ๆ เหมือนปืน จนเกิดคำถามยอดฮิตที่ผมมักจะโดนถามประจำว่า เครื่องไหนดีกว่ากัน หรือ ขอใช้เครื่องที่เพื่อนบอกว่าดีได้ไหม วันนี้เราจะมานั่งจับเข่าคุยกันให้ชัดเจนไปเลยว่า เครื่องมือทางกายภาพบำบัด สองตัวท็อปอย่าง Ultrasound และ Shockwave นั้นแตกต่างกันอย่างไร ทำงานแบบไหน และตัวไหนที่จะเป็นพระเอกขี่ม้าขาวมาช่วยจัดการความปวดของคุณได้ที่ต้นเหตุที่สุด
ทำความรู้จักกับคลื่นเสียงบำบัด Ultrasound Therapy
เริ่มกันที่พี่ใหญ่ใจดีอย่าง Ultrasound หรืออัลตราซาวนด์ หลายคนพอได้ยินชื่อนี้มักจะนึกถึงการตรวจครรภ์ดูเบบี้ในท้อง แต่ในทาง กายภาพบำบัด คลื่นเสียงชนิดนี้ถูกปรับความถี่มาเพื่อการรักษาโดยเฉพาะ หลักการทำงานคือการส่งคลื่นเสียงความถี่สูง หรือ High Frequency Sound Wave ลงไปใต้ผิวหนัง ลึกลงไปถึงชั้นกล้ามเนื้อและเนื้อเยื่อต่าง ๆ พลังงานจากคลื่นเสียงนี้จะทำให้เกิดการสั่นสะเทือนระดับเซลล์ ก่อให้เกิดความร้อนลึก หรือ Deep Heat ที่เราอาจจะไม่รู้สึกร้อนที่ผิวหนัง แต่ความร้อนนี้จะลงไปขยายหลอดเลือด เพิ่มการไหลเวียนเลือด และช่วยให้กล้ามเนื้อที่หดเกร็งคลายตัวลง
ความเจ๋งของ Ultrasound Therapy ไม่ได้มีแค่เรื่องความร้อนครับ แต่ยังมีผลทางชีวภาพ หรือ Non-thermal effect ด้วย คือแรงสั่นสะเทือนจะช่วยจัดเรียงคอลลาเจนในเนื้อเยื่อที่กำลังซ่อมแซมตัวเองให้เป็นระเบียบ ลดการเกิดพังผืด และเร่งกระบวนการลดอักเสบให้เร็วขึ้น เกร็ดความรู้ที่หลายคนสงสัยว่าทำไมต้องทาเจลเย็น ๆ ก่อนทำทุกครั้ง เจลเหล่านั้นไม่ได้มีตัวยาอะไรพิเศษครับ แต่ทำหน้าที่เป็นตัวกลาง หรือ Coupling Medium เพื่อไม่ให้มีอากาศกั้นระหว่างหัวเครื่องกับผิวหนัง เพราะคลื่นเสียงเดินทางผ่านอากาศไม่ได้ ถ้าไม่ทาเจล คลื่นเสียงก็จะสะท้อนกลับหมดและไม่ได้ผลในการรักษานั่นเอง
Ultrasound เหมาะกับใคร
เจ้าเครื่องนี้เหมาะมากกับอาการปวดที่มีการอักเสบของเนื้อเยื่อ เช่น เอ็นอักเสบ กล้ามเนื้อฉีกขาด หรืออาการ ปวดคอ บ่า ไหล่ ทั่วไปที่ต้องการความผ่อนคลาย รวมถึงคนที่เพิ่งบาดเจ็บมาใหม่ ๆ (แต่ต้องใช้โหมดไม่ใช้ความร้อน) เพราะความนุ่มนวลของคลื่นเสียงจะช่วยฟื้นฟูโดยไม่ไปกระตุ้นให้ระบมเพิ่มขึ้น
เปิดตัวสายโหด Shockwave Therapy
ข้ามมาที่ฝั่งน้องใหม่มาแรงอย่าง Shockwave หรือคลื่นกระแทกกันบ้าง ตัวนี้ถือเป็น เครื่องมือทางกายภาพบำบัด ที่ปฏิวัติวงการรักษาปวดเรื้อรังเลยทีเดียว หลักการทำงานคนละเรื่องกับ Ultrasound โดยสิ้นเชิง เพราะ Shockwave ใช้คลื่นกระแทก หรือ Acoustic Wave ที่มีแรงดันสูง ยิงกระแทกลงไปที่จุดที่มีปัญหาโดยตรง อารมณ์เหมือนเอาค้อนเล็ก ๆ ทุบลงไปที่ก้อนพังผืดหรือจุดเกร็งตัวของกล้ามเนื้อ
หัวใจสำคัญของ Shockwave Therapy คือคอนเซปต์ เจ็บแล้วจบ หรือการสร้าง Micro-trauma ครับ ฟังดูน่ากลัวแต่เป็นกระบวนการที่ฉลาดมาก คือการจงใจทำให้เนื้อเยื่อที่มีปัญหาเรื้อรัง (ซึ่งร่างกายเลิกซ่อมแซมไปแล้ว) เกิดการบาดเจ็บเล็ก ๆ ในระดับเซลล์อีกครั้ง เพื่อหลอกให้สมองรับรู้ว่า ตรงนี้มีปัญหาอยู่นะ สมองก็จะสั่งการให้หลั่งสารลดปวดตามธรรมชาติและกระตุ้นการสร้างหลอดเลือดใหม่ หรือ Neovascularization มาซ่อมแซมบริเวณนั้นใหม่อีกรอบ ผลลัพธ์คือพังผืดที่แข็งโป๊กจะนิ่มลง หินปูนที่เกาะอยู่จะสลายตัว และเนื้อเยื่อใหม่ที่สร้างขึ้นจะแข็งแรงกว่าเดิม
Shockwave เหมาะกับใคร
เครื่องนี้คือคู่ปรับตัวฉกาจของอาการ เรื้อรัง ครับ ใครที่เป็น ออฟฟิศซินโดรม มาเป็นปี ๆ นวดเท่าไหร่ก็ไม่ดีขึ้น มีก้อน Trigger Point แข็งเป็นดาน หรือมีภาวะรองช้ำ หรือ Plantar Fasciitis เอ็นร้อยหวายอักเสบเรื้อรัง รวมถึงไหล่ติดที่มีหินปูนเกาะ Shockwave คือคำตอบที่ดีที่สุด ข้อควรระวังคือขณะทำจะมีความรู้สึกปวดหน่วง ๆ เหมือนโดนดีดแรง ๆ แต่เป็นความปวดที่ทนได้ และหลังทำอาจมีระบมบ้างเล็กน้อย ซึ่งเป็นเรื่องปกติของกระบวนการซ่อมแซม
เปรียบเทียบหมัดต่อหมัด เลือกใช้อะไรดี
ถ้าจะให้เห็นภาพชัด ๆ ลองจินตนาการว่ากล้ามเนื้อของคุณคือถนนที่เป็นหลุมเป็นบ่อ
- Ultrasound เปรียบเสมือนทีมช่างที่เอายางมะตอยร้อน ๆ มาเทราดลงไปอย่างนุ่มนวล เพื่อสมานรอยร้าวให้เรียบเนียน เหมาะกับถนนที่เพิ่งเริ่มเสียหายหรือต้องการการดูแลทะนุถนอม
- Shockwave เปรียบเสมือนรถเจาะถนนที่มาเพื่อกระเทาะคอนกรีตเก่าที่แตกร้าวหรือก้อนหินที่ขวางทางออก เพื่อรื้อทำโครงสร้างถนนใหม่ให้แข็งแรงกว่าเดิม เหมาะกับถนนที่พังซ้ำซากซ่อมไม่ดีขึ้นสักที
ในทางปฏิบัติ นักกายภาพบำบัดอาจเลือกใช้ทั้งสองเครื่องมือร่วมกันในบางเคส เช่น ใช้ Ultrasound เพื่อคลายกล้ามเนื้อรอบนอกให้ผ่อนคลายก่อน แล้วค่อยใช้ Shockwave เจาะเข้าไปจัดการที่ต้นตอจุดลึกสุด เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ดีที่สุด หรือบางวันถ้าร่างกายคนไข้ระบมมาก อาจจะเลี่ยง Shockwave แล้วใช้ Ultrasound ปลอบประโลมแทน
หลายคนมองว่า เครื่องมือทางกายภาพบำบัด เป็นทางเลือกเสริม แต่จริง ๆ แล้วในหลายกรณี อุปกรณ์เหล่านี้คือทางเลือกหลักที่ดีและปลอดภัยกว่าการพึ่งยาเพียงอย่างเดียว เพราะยาแก้ปวดหรือยาคลายกล้ามเนื้อจะออกฤทธิ์ทั่วร่างกาย หรือ Systemic ไปกดประสาทส่วนกลางเพื่อให้เราลืมความเจ็บ หรืออาจระคายเคืองกระเพาะและสะสมในตับไต แต่เครื่องมือเหล่านี้ออกฤทธิ์เฉพาะจุด หรือ Local ตรงเป้าหมาย 100% โดยไม่มีผลข้างเคียงต่ออวัยวะภายใน จึงมีความปลอดภัยสูงกว่าในระยะยาว
อย่างไรก็ตาม ไม่ว่าเครื่องมือจะเทพแค่ไหน ก็เป็นเพียงตัวช่วยเร่งกระบวนการรักษาครับ หัวใจสำคัญที่จะทำให้ดีขึ้นอย่างยั่งยืนคือการปรับพฤติกรรมและการออกกำลังกายควบคู่กันไป เครื่องมือช่วยให้บรรเทาอาการปวดเพื่อให้เรากลับไปขยับร่างกายได้ง่ายขึ้น แต่กล้ามเนื้อที่แข็งแรงจากการออกกำลังกายจะเป็นเกราะป้องกันไม่ให้ความปวดกลับมาทำร้ายเราได้อีก
การเลือกใช้เครื่องมือที่ถูกต้อง ควรผ่านการประเมินจากนักกายภาพบำบัดเท่านั้น ไม่ควรเลือกเองตามคำบอกเล่า เพราะสภาพร่างกายและระยะของโรคแต่ละคนไม่เหมือนกัน การวินิจฉัยที่แม่นยำจะนำไปสู่การเลือกอาวุธที่ถูกต้อง เพื่อให้การต่อสู้กับความปวดจบลงด้วยชัยชนะของคุณครับ
หากคุณไม่แน่ใจว่าอาการปวดที่เป็นอยู่ควรใช้เครื่องมือตัวไหน เรามีบริการตรวจประเมินโครงสร้างร่างกายอย่างละเอียด ที่ คลินิกกายภาพบำบัดชลบุรี / คลินิกกายภาพบำบัดเพชรบุรี เพื่อวางแผนการรักษาที่เหมาะสมที่สุดสำหรับคุณ
สามารถขอคำปรึกษาและใช้บริการได้ที่ Zenista Health and Wellness
เราพร้อมดูแลคุณด้วยมาตรฐานสากล ทั้ง 2 สาขาใกล้บ้าน
สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมหรือนัดหมายจองคิวได้ที่ Line ID @zenista