
ลองจินตนาการถึงวันที่งานกองเต็มโต๊ะจนเราแทบไม่ได้เงยหน้ามาสบตากับใคร รู้ตัวอีกทีแสงแดดนอกหน้าต่างก็หายไปแล้ว พร้อมกับของแถมอย่างความรู้สึกตึงหนึบที่บ่าราวกับมีใครเอาหินมาวางทับไว้ หรืออาการปวดหัวตื้อ ๆ ที่ชวนให้หงุดหงิด อาการเหล่านี้หลายคนมักมองว่าเป็นเรื่องปกติที่ใคร ๆ เขาก็เป็นกัน แต่ในฐานะนักกายภาพบำบัด ผมอยากบอกว่านี่คือสัญญาณประท้วงจากร่างกายที่กำลังบอกว่าเครื่องยนต์ในตัวคุณเริ่มรวนแล้ว การเข้าใจ ออฟฟิศซินโดรม อาการ ต่าง ๆ จึงไม่ใช่แค่เรื่องของการหาทางบรรเทาความปวด แต่คือการกลับมาทำความเข้าใจว่าเรากำลังใช้งานร่างกายผิดประเภทอยู่หรือเปล่า ก่อนที่ปัญหาเล็ก ๆ จะกลายเป็นเรื่องใหญ่ที่ทำให้ชีวิตขาดความสุขไปอย่างน่าเสียดาย
หลายคนสงสัยว่าแค่นั่งทำงานเฉย ๆ ไม่ได้ไปแบกของหนักที่ไหน ทำไมถึงปวดได้ขนาดนี้ ความลับอยู่ที่สิ่งที่เรียกว่า Static Loading หรือการที่เราปล่อยให้กล้ามเนื้อเกร็งค้างในท่าเดิมนาน ๆ ครับ ปกติแล้วกล้ามเนื้อของเราเปรียบเสมือนปั๊มน้ำที่ช่วยส่งเลือดไปเลี้ยงส่วนต่าง ๆ แต่พอเรานั่งนิ่ง ๆ ปั๊มนี้ก็หยุดทำงาน เลือดที่ควรจะนำออกซิเจนและสารอาหารไปเลี้ยงกล้ามเนื้อกลับไหลเวียนได้ช้าลง ของเสียที่เกิดจากการเผาผลาญในเซลล์ก็คั่งค้าง จนเกิดเป็นก้อนแข็งที่กดแล้วเจ็บสะดุ้ง หรือที่สายวิชาการเรียกว่า Trigger Point นี่แหละครับคือตัวแสบที่คอยส่งกระแสความปวดร้าวไปทั่วร่าง
เพื่อให้คุณได้ลองเช็คตัวเองดูว่าตอนนี้ร่างกายอยู่ในระดับไหน
7 อาการเตือนที่พบบ่อยมาให้ลองเช็คลิสต์
1. อาการปวดตึงที่คอ บ่า และไหล่ แบบเรื้อรัง
นี่คือแชมป์อันดับหนึ่งที่คนออฟฟิศเป็นกันเกือบทุกคน ความรู้สึกจะเหมือนบ่าเราแบกอะไรหนัก ๆ อยู่ตลอดเวลา บางครั้งก็ ปวดคอ บ่า ไหล่ ลามขึ้นไปถึงต้นคอจนทำให้หันศีรษะได้ไม่สุด สาเหตุส่วนใหญ่มาจากกล้ามเนื้อกลุ่ม Upper Trapezius ที่ต้องแบกน้ำหนักของศีรษะไว้ตลอดเวลา ยิ่งเวลาเราตั้งใจทำงานมาก ๆ แล้วเผลอยื่นหน้าเข้าหาจอคอมพิวเตอร์ น้ำหนักที่กล้ามเนื้อส่วนนี้ต้องรับจะเพิ่มขึ้นมหาศาล เกร็ดเล็ก ๆ ที่หลายคนอาจไม่รู้คือ ทุก ๆ 1 นิ้วที่ศีรษะเรายื่นไปข้างหน้า กล้ามเนื้อคอต้องรับน้ำหนักเพิ่มขึ้นถึงประมาณ 4.5 กิโลกรัมเลยทีเดียวครับ ลองคิดดูว่าถ้ายื่นไปสัก 2 นิ้ว แล้วนิ่งอยู่อย่างนั้นทั้งวัน บ่าของคุณจะทำงานหนักแค่ไหน
2. ปวดศีรษะตื้อ ๆ ลามไปถึงกระบอกตา
อาการนี้หลายคนมักจะตกใจและเหมาเอาเองว่าเป็น ปวดไมเกรน แล้วก็หาซื้อยาแก้ปวดมากินเองซึ่งส่วนใหญ่จะช่วยได้เพียงชั่วคราวแต่ไม่ดีขึ้นในระยะยาว เพราะต้นตอจริง ๆ ไม่ได้มาจากในสมอง แต่มาจากความตึงตัวของกล้ามเนื้อคอที่ลามขึ้นไป หรือที่เรียกว่า Tension-type Headache ครับ โดยเฉพาะกล้ามเนื้อเล็ก ๆ บริเวณฐานกะโหลกศีรษะที่เรียกว่า Suboccipital เมื่อส่วนนี้เกร็งตัวมาก ๆ จะส่งสัญญาณปวดร้าวมาที่ขมับและหลังกระบอกตา การพักสายตาและยืดกล้ามเนื้อคอเบา ๆ มักจะให้ผลลัพธ์ที่ดีกว่าการกินยาเพียงอย่างเดียวเสียอีก
3. ปวดหลังล่างและสะโพกเวลาเจอนั่งนาน ๆ
สำหรับคนที่ต้องนั่งทำงานลากยาวเกิน 2 ชั่วโมง อาการ ปวดหลัง ล่างมักจะมาเยือนแบบเลี่ยงไม่ได้ ยิ่งถ้าเก้าอี้ที่ใช้นั่งไม่รองรับสรีระ หรือเราเผลอนั่งหลังค่อม สมดุลของกระดูกสันหลังจะเสียไปทันที หมอนรองกระดูกสันหลังจะถูกกดทับด้วยแรงที่ไม่สม่ำเสมอ และที่ร้ายไปกว่านั้นคือกล้ามเนื้อสะโพกที่ถูกทับไว้นาน ๆ จะเกิดอาการตึงตัวจนอาจไปบีบเส้นประสาท Sciatic Nerve ที่เดินผ่าน ทำให้เกิดอาการปวดร้าวลงขาหรือชาเท้าได้ ซึ่งหลายคนมักจะสับสนกับโรคหมอนรองกระดูกทับเส้นประสาทจริง ๆ
4. อาการชาที่ปลายนิ้วหรือมือซ่า ๆ เหมือนไฟฟ้าสถิต
หากเริ่มรู้สึกชาที่นิ้วโป้ง นิ้วชี้ และนิ้วกลาง โดยเฉพาะเวลาที่ต้องใช้เมาส์หรือพิมพ์งานนาน ๆ นี่คือสัญญาณเตือนว่าเส้นประสาทบริเวณข้อมืออาจกำลังถูกกดทับจากพังผืดที่หนาตัวขึ้น ท่าทางการทำงานที่ต้องกระดกข้อมือตลอดเวลาคือสาเหตุหลักครับ จังหวะที่เราลุกไปเติมน้ำหรือไปเข้าห้องน้ำนี่แหละคือโอกาสทองในการรีเซ็ตร่างกาย ลองสะบัดมือและยืดข้อมือเบา ๆ จะช่วยให้เลือดกลับไปเลี้ยงเส้นประสาทได้ดีขึ้น และช่วยลดโอกาสที่จะต้องจบลงด้วยการผ่าตัดในอนาคต
5. นิ้วล็อก หรือรู้สึกขยับนิ้วได้ไม่คล่องตัว
อาการ นิ้วล็อก ไม่ได้เกิดแค่กับพ่อค้าแม่ค้าที่ต้องกำมีดแน่น ๆ เท่านั้นนะครับ แต่คนออฟฟิศที่ต้องพิมพ์งานหรือไถสมาร์ทโฟนตลอดทั้งวันก็มีความเสี่ยงสูงมาก เกิดจากการอักเสบของปลอกหุ้มเอ็นที่นิ้วมือจนทำให้เอ็นขยับเข้าออกไม่ได้สะดวก หากเริ่มรู้สึกว่านิ้วติด ๆ ขัด ๆ หรือเจ็บโคนนิ้วเวลาต้องหยิบจับของ นั่นคือเสียงเตือนว่าคุณควรลดความเร็วในการพิมพ์ และหันมายืดกล้ามเนื้อแขนท่อนล่างบ้างแล้ว อย่าปล่อยให้ถึงขั้นนิ้วค้างจนต้องใช้มืออีกข้างมาช่วยแกะออก เพราะตอนนั้นความเจ็บปวดจะมากกว่าเดิมหลายเท่าครับ
6. ตาพร่ามัว ปวดกระบอกตา และโฟกัสภาพช้าลง
ภาวะ Computer Vision Syndrome คือสิ่งที่มาคู่กับ ออฟฟิศซินโดรม อาการ ปวดคอเสมอครับ เมื่อกล้ามเนื้อตาอ่อนล้าจากการจ้องแสงสีฟ้านาน ๆ ร่างกายจะพยายามชดเชยด้วยการชะโงกหน้าเข้าใกล้จอมากขึ้นโดยไม่รู้ตัว เพื่อให้มองภาพชัดขึ้น ท่าทางนี้จะส่งผลกระทบต่อเนื่องไปที่กล้ามเนื้อบ่าและหลังทันที กลายเป็นงูกินหางที่แก้จุดหนึ่งแล้วลามไปอีกจุดหนึ่ง การใช้กฎ 20-20-20 คือมองไปที่ระยะ 20 ฟุต ทุก 20 นาที เป็นเวลา 20 วินาที คือเคล็ดลับง่าย ๆ ที่ช่วยรักษาได้ทั้งตาและคอไปพร้อมกัน
7. ความเครียดสะสมและเริ่มมีปัญหาการนอนหลับ
อาการสุดท้ายนี้หลายคนอาจจะนึกไม่ถึงว่าเกี่ยวข้องกัน แต่จริง ๆ แล้วความปวดเรื้อรังจะส่งผลต่อระบบประสาทอัตโนมัติ ทำให้ร่างกายอยู่ในสภาวะเฝ้าระวัง หรือ Fight or Flight ตลอดเวลา ร่างกายจะหลั่งฮอร์โมนความเครียดออกมาทำให้กล้ามเนื้อทั่วร่างเกร็งตัวโดยอัตโนมัติ และส่งผลให้เราหลับไม่สนิท เมื่อนอนไม่พอ ร่างกายก็ไม่มีโอกาสได้ซ่อมแซมตัวเอง อาการปวดจึงยิ่งทวีความรุนแรงขึ้นในวันถัดไป กลายเป็นวงจรที่ไม่จบสิ้นหากไม่ได้รับการรักษาอย่างถูกวิธี
การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมคือหัวใจสำคัญของการป้องกันครับ เริ่มต้นง่าย ๆ จากการจัดโต๊ะทำงานให้เป็นมิตรกับร่างกาย หน้าจอควรอยู่ระดับสายตาเพื่อไม่ให้คอต้องก้ม เท้าวางราบกับพื้นเพื่อไม่ให้หลังล่างรับภาระหนักเกินไป และที่สำคัญที่สุดคือห้ามลืมนั่งท่าเดิมนานเกิน 1 ชั่วโมงเด็ดขาด การขยับตัวเพียงเล็กน้อยจะช่วยกระตุ้นการไหลเวียนเลือดและช่วยปั๊มสารอาหารเข้าไปเลี้ยงหมอนรองกระดูกได้ดีที่สุด
แต่หากคุณเช็คลิสต์แล้วพบว่ามีอาการหลายข้อ และการยืดเหยียดด้วยตัวเองเริ่มเอาไม่อยู่ การปรึกษานักกายภาพบำบัดเพื่อตรวจประเมินโครงสร้างร่างกายอย่างละเอียดคือทางออกที่ถูกต้องที่สุดครับ ในปัจจุบันเรามีเทคโนโลยีทางการแพทย์ที่ทันสมัยเข้ามาช่วยจัดการปัญหาได้ที่ต้นเหตุและรวดเร็วมาก เช่น
- Ultrasound Therapy ที่ใช้คลื่นเสียงความถี่สูงลงไปลดการอักเสบในระดับชั้นกล้ามเนื้อลึกที่มือเราเข้าไปไม่ถึง
- Shockwave Therapy เครื่องคลื่นกระแทกที่เปรียบเสมือนการเข้าไปสลายพังผืดและจุดกดเจ็บที่เรื้อรังมานาน เพื่อกระตุ้นให้ร่างกายเกิดการซ่อมแซมใหม่
การรักษาเหล่านี้เมื่อทำควบคู่ไปกับการปรับท่าทาง จะช่วยให้คุณกลับมาใช้ชีวิตได้ปกติอย่างรวดเร็ว
สุดท้ายนี้ ร่างกายคือสินทรัพย์ที่แพงที่สุดที่เรามีครับ งานอาจจะรอได้ แต่สุขภาพที่เสียไปบางครั้งก็เรียกกลับมาได้ยาก การหันมาใส่ใจความปวดเล็กน้อยในวันนี้ คือการลงทุนที่คุ้มค่าที่สุดเพื่อตัวคุณเองในวันข้างหน้า เพื่อให้คุณได้ทำงานที่รักไปพร้อมกับร่างกายที่แข็งแรงและมีความสุขในทุกวัน
หากคุณเริ่มมีอาการตามเช็คลิสต์นี้และมองหาคลินิก รักษาออฟฟิศซินโดรม ชลบุรี / รักษาออฟฟิศซินโดรม เพชรบุรี ทาง Zenista Clinic พร้อมดูแลคุณด้วยโปรแกรมเฉพาะบุคคล โดยทีมนักกายภาพบำบัดวิชาชีพ
สามารถขอคำปรึกษาและใช้บริการได้ที่ Zenista Health and Wellness
เราพร้อมดูแลคุณด้วยมาตรฐานสากล ทั้ง 2 สาขาใกล้บ้าน
อย่าปล่อยให้ความปวดเป็นเรื่องปกติในชีวิต สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมหรือนัดหมายจองคิวได้ที่ Line ID @zenista